Posted on Leave a comment

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะกับคนลดน้ำหนัก

แก่วมังกร

“ผลไม้” แหล่งอาหารจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน สารอาหาร และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้หลายคนที่กำลังควบคุมอาหาร เลือกวิธีลดน้ำหนักด้วยการกินผลไม้ลดความอ้วน ไทยรัฐออนไลน์ขอแนะนำผลไม้ 7 ชนิดที่มีปริมาณแคลอรีต่ำ น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินช่วงลดน้ำหนัก

แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลให้การทำงานในร่างกายเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดจะเหมาะสำหรับกินในช่วงลดน้ำหนัก โดยต้องเลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย แต่ให้พลังงาน คุณค่าทางอาหาร และช่วยให้อิ่มท้องได้ สำหรับผลไม้ลดความอ้วนที่แนะนำ มีดังนี้

1. แก้วมังกร


แก้วมังกรเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่หลายคนเลือกกินแทนมื้อเย็น เนื่องจากมีแคลอรีต่ำ รสชาติไม่หวานมาก แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ มีกากใยสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แนะนำให้หั่นแก้วมังกรเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำแช่ตู้เย็นไว้ หิวเมื่อไรก็หยิบมากินแก้หิวได้เลย 

แก้วมังกร

2. อะโวคาโด


เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ ในผลอะโวคาโดประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี อีกทั้งยังมีกรดไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย อะโวคาโดจึงกลายเป็นผลไม้ในเมนูเพื่อสุขภาพ สลัด และอาหารคลีน

อะโวคาโด

3. แอปเปิลเขียว


แอปเปิลเขียวเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีแดง โดยแอปเปิลเขียว 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 52 แคลอรี มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย อุดมไปด้วยวิตามินซี ทำให้ผิวสวยแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อีกด้วย

Source: Flickr (click image for link)

4. แตงโม


หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่ทำให้อ้วน เนื่องจากมีรสหวานและฉ่ำน้ำ แต่จริงๆ แล้วแตงโมเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก แถมทำให้กินแล้วรู้สึกอิ่มเร็ว มีใยอาหารสูง แคลอรีต่ำ เนื้อแตงโมอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม เบตาแคโรทีน ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย และป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด

ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki/แตงโม

5. แคนตาลูป


ผลไม้ลดน้ำหนักที่จะลืมไม่ได้เลยคือแคนตาลูป มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ให้มีสุขภาพดี อีกทั้งยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง ต้านการอักเสบ ทำให้ร่างกายติดเชื้อยากขึ้น อีกทั้งโพแทสเซียมในเนื้อแคนตาลูปยังช่วยควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ

ภาพ https://th.wikipedia.org/wiki/แคนตาลูป

6. ฝรั่ง


การกินฝรั่งเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักด้วยผลไม้ เนื่องจากฝรั่งช่วยให้อิ่มง่าย รสชาติกรอบอร่อย อุดมไปด้วยวิตามินซี กินแก้หิวแทนขนมหวานได้ดี ประโยชน์ของฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นหวัดบ่อย

ภาพ https://th.wikipedia.org/wiki/ฝรั่ง

7. ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ราคาไม่แพง หากินได้ง่าย ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากมีไฟเบอร์และใยอาหารสูง แคลเซียมและวิตามินจากส้มยังช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย ผลส้ม 100 กรัม มีพลังงานประมาณ 47 แคลอรีเท่านั้น หลายคนจึงเลือกกินส้มเป็นผลไม้ลดหุ่น รวมถึงนำไปทำน้ำส้มคั้นก็ดื่มอร่อยไม่แพ้กัน

ภาพ https://th.wikipedia.org/wiki/ส้ม

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกินผลไม้ลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว เพราะการจะมีหุ่นสวยควบคู่สุขภาพดีได้นั้น ควรกินอาหารประเภทอื่นๆ ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

Posted on Leave a comment

เคล็ดลับกินกล้วยน้ำว้า คุณประโยชน์ป้องกันโรค 15 ชนิด ลดน้ำหนัก ชะลอวัย

กล้วยน้ำว้า

วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จิตใจร่าเริง สดใส ไร้โรค ด้วย “กล้วยน้ำว้า” ผลไม้บ้าน ๆ ที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน ตั้งแต่เกิดแม่ก็ป้อนกล้วยน้ำว้าให้กิน แต่น้อยคนจะรู้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและคุณประโยชน์หลากหลายล้นหลาม

จากประสบการณ์จริงของ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ประธานคณะกรรมการการสาธารณสุข และอนุกรรมการงบประมาณด้านสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร  ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพด้วยกล้วยน้ำว้ามานานกว่า 20 ปี เพราะการกินกล้วยน้ำว่าห่ามนี้เอง แม้วันนี้จะอายุ 66 แต่ร่างกายแข็งแรงดีเยี่ยมและฟิตปั๋งเหมือนคนหนุ่มวัย 30 

กล้วยน้ำว้า (Cultivated banana)  เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่ง พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี สำหรับกล้วยน้ำว้าแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามสีของเนื้อ คือ น้ำว้าแดง น้ำว้าขาว และน้ำว้าเหลือง คนไทยรับประทานกล้วยน้ำว้าทั้งผลสด ต้ม ปิ้ง และนำมาประกอบอาหาร นอกจากนี้ยังมีกล้วยน้ำว้าดำ ซึ่งเปลือกมีสีครั่งปนดำ แต่เนื้อมีสีขาว รสชาติอร่อยคล้ายกล้วยน้ำว้าขาว สำหรับกล้วยตีบเหมาะที่จะรับประทานผลสด เพราะเมื่อนำไปย่าง หรือต้มจะมีรสฝาด

กล้วยน้ำว้ามีชื่อพื้นเมืองอื่นเช่น กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ หรือ กล้วยอ่อง เดิมจัดเป็นชนิด Musa sapientum L. [H]

คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้า**

  • น้ำ 75.7 กรัม
  • พลังงาน 85 แคลอรี่
  • โปรตีน 1.1 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 22.2 กรัม
  • เถ้า 0.8 กรัม
  • แคลเซียม (Ca) 8.0 กรัม
  • เหล็ก (Fe) 0.7 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม (K) 370 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม (Mg) 33 มิลิกรัม
  • วิตามินเอ 190 IU
  • วิตามินซี 10 มิลลิกรัม
  • ไทอามีน (Thiamine) 0.05 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) 0.06 มิลลิกรัม
  • ไนอาซีน (Niacin) 0.7 มิลลิกรัม

12 คุณประโยชน์กล้วยน้ำว้าห่าม ป้องกันโรคต่างๆ 10-15 ชนิด

ดร.นพ.พรเทพ เล่าจากประสบการณ์จริงถึงประโยชน์ของกล้วยน้ำว้าว่า เริ่มกินกล้วยน้ำว้าตั้งแต่ปี 2539 หลังกลับจากอังกฤษ ณ ตอนนั้นมีปัญหาสุขภาพเรื่องโรคกระเพาะอาหาร และโรคกรดไหลย้อน ได้ฟังสรรพคุณของกล้วยน้ำว้าจากคนปลูกกล้วยเวลาไปเล่นเทนนิสทุกวันอาทิตย์ที่กระทรวงสาธารณสุข จึงลองกินกล้วยน้ำว้าห่ามทุกวันๆ ละ 4 ลูก แบ่งกินเช้า 2 ผล เย็น 2 ผล ไม่นานก็หายป่วยปลิดทิ้ง เพราะกล้วยน้ำว้าห่ามมีสารช่วยสมานแผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างดี

จากนั้น ดร.นพ.พรเทพ ก็กินกล้วยน้ำว้าเป็นประจำจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี ได้รับคุณประโยชน์จากกล้วยน้ำว้าอย่างล้นหลามและน่าอัศจรรย์ เพราะกล้วยน้ำว้าอุดมไปด้วยกรดอมิโน อาร์จีนิน ฮีสตีดินซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่มีในน้ำนมแม่ คนจึงนำมาบดให้กับข้าวให้ลูกกิน

นอกจากนี้ยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมไปถึงวิตามินซี มีวิตามินเอ วิตามินบี 3 บี 6 และบี 12 และเกลือแร่ต่างๆ เช่น แร่ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม แมกนิเซียม น้ำตาล และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันการเกิดโรคโรคต่างๆ กว่า 10-15 โรค ดังนี้

1. กินกล้วยน้ำว้าห่ามแล้วอารมณ์ดี มีความสุข เพราะกล้วยน้ำว้ามีสารทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเอ็นโดรฟีน

2. ขจัดความเครียด ช่วยให้หลับสบาย และช่วยต้านภาวะซึมเศร้าได้ด้วย เพราะกล้วยน้ำว้ามีสารทริปโตเฟน ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ควรกินก่อนอาหารเย็น 1 ลูก และหลังอาหารเย็น 1 ลูก

 

3. แก้ท้องผูก เพราะมีกากใย ไฟเบอร์สูง กระตุ้นการขับถ่าย ทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรคกระเพาะ มะเร็งตับ และบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวาร

4. แก้อาการท้องเสีย เพราะกล้วยน้ำว่าห่ามมีสารแทนนินที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ถูกทำลายซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย

5. ลดความดัน เพราะมีสารโพเแทสเซียมจะช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ

6. ชะลอชรา ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เพราะมีสารเบต้าแคโรทีน วิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล

7. ลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก เพราะกล้วยน้ำว้าห่าม 1 ผล มีน้ำตาลน้ำตาลเชิงเดียว คือกรูโคสและ ฟรุกโตส ประมาณ 1 ช้อนชา เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายนำไปใช้ได้ทันที ทำให้รู้สึกมีแรง ควรกินก่อนออกกำลัง หรือกินก่อนมื้ออาหาร 1 ผล ทำให้ กินข้าวต่อมื้อลดลง และลดความอยากอาหาร

 

8. ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงเร่ิมเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและผู้หญิงสูงอายุ เพราะกล้วยน้ำว้าห่าม มีแคลเซียมสูง หากนำไปปิ้งหรือต้มปริมาณแคลเซียมจะเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า แนะกินกล้วยป้ิงหรือต้มวันละ 1 ลูก จะได้แคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ

9. ดีท็อกซ์ลำไส้ ช่วยให้ถ่ายง่ายแล้ว ลำไส้สะอาด เพราะช่วยกำจัดแบคทีเรียที่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์มากจนอุจาระมีกลิ่นเหม็น แนะนำให้กินกล้วยน้ำว้าห่ามวันละ 4 ลูกเป็นเวลา 1 อาทิตย์ อุจจาระไม่เหม็น

 

10. แก้ปัญหาปากเป็นแผล ร้อนใน ช่วยให้ปากไม่เหม็น

11. ป้องกันโรคโลหิตจาง เพราะกล้วยน้ำว้าห่ามมีธาตุเหล็ก

12. บำรุงเหงือกและช่วยป้องกันฟันผุ จากแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี

วิธีกินกล้วยน้ำว้าห่ามให้ได้ประโยชน์

ลักษณะกล้วยน้ำว่าห่ามที่เหมาะกับการกินเพื่อสุขภาพที่ดี ดร.นพ.พรเทพ บอก ปอกเปลือกแล้วเนื้อไม่เละ เปลือกมีปุยติด และรสชาติไม่หวาน วิธีการกินกล้วยน้ำว้าห่ามที่ถูกต้อง ปอกเปลือกจากบนลงล่าง เริ่มกินจากข้างบนลงไป คำแรกๆ จะรู้สึกฝาดจากยางกล้วย แต่ยางนี้คือ ยาวิเศษ มีส่วนผสมของเพคติน ช่วยรักษาแผลในปาก ช่วยเคลือบกระเพาะป้องกันการเกิดโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน โรคทางเดินอาหาร  ค่อยๆ กินและเคี้ยวให้ละเอียดจนกินถึงปลายลูก ยางกล้วยจะค่อยๆ หมด จนกินคำสุดท้ายจะได้รสชาติหวานพอดี

ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้าห่ามเยอะขนาดนี้ ใครที่เคยเมิน คงต้องกลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ หากอยากสวย สุขภาพดี เวลาไปจ่ายตลาดหรือเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต อย่าลืมซื้อกล้วยน้ำว้ามาติดบ้านไว้นะ

ข้อมลจาก

  1. ไทยรัฐออนไลน์

สกู๊ปไทยรัฐ 11 พ.ย. 2563 11:30 น.

2. กล้วยน้ำว้า จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

Posted on Leave a comment

ข้าวกล้องงอก คืออะไร? ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

ข้าวกล้องงอก
ข้าวกล้องงอก

ข้าวกล้องงอก คืออะไร??

ข้าวกล้องงอก (Girminated brown rice, GABA rice) เป็นข้าวกล้องที่ถูกนำมาผ่านกระบวนการงอก พร้อมที่จะเจริญเป็นต้นอ่อนต่อไป ซึ่งก่อนเมล็ดข้าวจะงอกเจริญเติบโตออกมานั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีขึ้นอย่างมากมายภายในเมล็ดข้าว ตามหลักธรรมชาติแล้ว ความชื้นจากน้ำจะไปกระตุ้นให้เอ็นไซม์ที่อยู่ในเมล็ดข้าวเริ่มทำงาน สารอาหารต่างจะถูกย่อยสลายไปตามขบวนการชีวเคมี เพื่อเตรียมสร้างสารอาหารให้กับต้นอ่อน หรือเมล็ดข้าวที่เริ่มงอกออกมา (malting) น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในข้าวจะถูกทำให้มีขนาดที่เล็กลง รวมถึงโปรตีนในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน และสายเปบไทด์หน่วยเล็ก นอกจากนี้แล้วยังมีสารเคมีสำคัญอีกมากมาย อาทิ สารกลุ่มไฟโตสเตอรอล (phytosterol) แกมมาออริซานอล (Gamma Oryzanol) วิตามินอี-กลุ่มโทโคไตรอีนอล ไฟโตสเตอรอลและกรดไขมันสำคัญๆ และที่โดดเด่นที่สุดคือ สารกาบา

สาร GABA และคุณประโยชน์

สารกาบามีชื่อเต็มๆว่า แกมมาอะมิโนบิริก แอซิด (Gamma-Aminobutyric acid : GABA) ได้มาจากการย่อยสลายกรดกลูตามิค ด้วยขบวนการดีคาร์บอกซิเลชัน (Decarboxylation) ซึ่งนอกจากนี้แล้วยังพบได้ในพืชตระกูลถั่ว ซึ่งสาร GABA มีบทบาทสำคัญต่อสมองและประสาท เมื่อเราอยู่ในภาวะเครียดมากๆ ก็เพราะว่าในสมองมีสาร นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) อยู่ในปริมาณมาก ส่งผลทำให้เราเกิดความกลัว วิตกกังวลจนนอนไม่หลับ และสมองของเราก็จะต้องสร้างสารสื่อประสาทออกมา ซึ่งสาร GABA นี่เอง ที่เป็นพระเอกไปช่วยสมองสร้างสารสื่อประสาทออกมาเพื่อยับยั้ง และทำให้เกิดความสมดุลของสารในสมอง 

นอกจากนี้แล้วยังช่วยในการผลิตฮอร์โมน เช่นสารออริซานอล ช่วยในการควบคุมระดับฮอร์โมน ลดความผิดปรกติของอาการวัยทอง สารไลโปโทรปิค (Lipotropic) ที่ช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ป้องกันการสะสมของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ช่วยลดโคเลสเตอรอลไม่ดี หรือ LDL ช่วยลดน้ำหนัก ใยอาหารจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดป้องกันมะเร็งลำไส้  ในข้าวกล้องงอกซนั้น มีสารากาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ จึงช่วยให้พวกเราห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ในข้าวกล้องงอกยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินต่างๆ ที่จะช่วยชะลอความแก่ วิตามินอี –กลุ่มโทโคไตรอีนอล ทำให้ผิวพรรณดูดีขึ้นได้อีกด้วย

ข้อห้ามอันตรายของ “ข้าวกล้องงอก”

ทำไมถึงมีอันตรายด้วย? เพราะข้าวกล้องงอกมีส่วนที่เป็นยอดอ่อน ที่มีสารพิวรีนสูง (รวมไปถึงถั่วงอกด้วย) จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็น โรคเกาต์ เพราะผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่สามารถเผาผลาญสารพิวรีนได้ จึงอาจตกค้างอยู่ในรูปของกรดยูริค และเกาะตามข้อต่างๆ ทำให้ปวดข้อได้

นอกจากนี้ ใครที่อยู่ในภาวะกรดยูริคในเลือกสูง ควรงดการบริโภคข้าวกล้องงอก และอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเป็น โรคเกาต์ โรคนิ่ว และ โรคไตอักเสบ

แล้วข้าวกล้องธรรมดาล่ะ ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้ไหม?

ข้าวกล้องธรรมดาก็มีสารพิวรีนอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีปริมาณมากเท่าข้าวกล้องงอก (เพราะไม่มีส่วนที่งอกออกมาเป็นยอดอ่อน) แต่หากมีความกลัว ไม่แน่ใจ ลองทานแบบผสมข้าวกล้องกับข้าวขาวทานก็ได้ค่ะ ค่อยๆ เพิ่มปริมาณข้าวกล้องเรื่อยๆ และสังเกตอาการว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากสุขภาพปกติดีก็เพิ่มปริมาณข้าวกล้องไปเรื่อยๆ จนในที่สุดอาจทานข้าวกล้องล้วนได้

หรือทางที่ดี ปรึกษาแพทย์ประจำตัวจะดีที่สุดครับ